Chalermpol's profilePJSOFTBlogLists Tools Help

Chalermpol Punjatep

Occupation
Interests
Can you imagine what it feels like to have someone sit you down and tell you that you're dying? The gravity of that, hmm? Then the clock's ticking for you. In a split second your awe is cracked open. You look at things differently - smell things differently. You savor everything be it a glass of water or a walk in the park.

But most people have the luxury of not knowing when that clock's going to go off. And the irony of it is that that keeps them from really living their life. It keeps them drinking that glass of water but never really tasting it.

PJSOFT

December 14

พิพิธภัณฑ์สยาม "รีบไปซะ ก่อนที่มันจะชิบหาย"

อาทิตย์ก่อนไปพิพิธภัณฑ์สยามมา ก่อนจะไปก็หาข้อมูลใน Internet แล้วก็เจอ Blog นึงที่เขาเขียนจั่วหัวไว้ว่า "รีบไปซะ ก่อนที่มันจะชิบหาย" ก็เลยสงสัยว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ -__-" ก็เลยต้องพิสูจน์ แนะนำ Website ที่ควรดู: http://www.ndmi.or.th/museums

ไปถึงก็บ่ายมากแล้ว มีเวลาดูไม่มาก ก่อนเข้าจะมีแจกสติกเกอร์ให้ติดเพื่อลงทะเบียน ซึ่งก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องติด ในเมื่อเข้าฟรีอยู่แล้ว....

เริ่มจากจะมีหนังแนะนำ ในห้องฉายจะมี Projector 4-5 ตัวแขวนที่เพดานฉายภาพมาต่อกันยาวๆเป็น CinemaScope  แถมจอยังบิดเป็นเกลียวอีก จริงๆก็ทึ่งในไอเดียแต่ผลที่ได้ก็ไม่ค่อยสวย แหงล่ะ แต่ก็ถือว่าผ่าน ความงามกับ Function มันมักจะไปด้วยกันไม่ได้....

ตัวหนังจะเป็นการเกริ่นและตั้งคำถามให้ผู้ัชมข้องใจ และไปหาคำตอบในแต่ละห้องที่จัดแสดง โดยตัวละครในหนังแต่ละตัวจะไปปรากฎตัวในแต่ละจุดของพิพิธภัณฑ์เพื่อตอบคำถามว่า....

"ไทยแท้ๆ คืออะไร ?"



ตอนนั้นก็สงสัย ไทยคืออะไร อะไรที่เป็นสิ่งที่บอกว่าอะไรไทย อะไรไม่ไทย ก็คิดว่ามันต้องเป็นอะไรบางอย่างที่ประเทศอื่นหรือชนชาติอื่นไม่มี มีเฉพาะในประเทศไทยเราเท่านั้น แต่มันคืออะไรล่ะ ?

ถัดไปก็เป็นบรรยากาศแบบงานวัด ซึ่งถามว่าไทยมั้ย ก็น่าจะเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ค่อนข้างเป็นยุคหลังๆ เป็นการผสมผสานอารยะธรรม เพราะทุกอย่างในงานวัดก็ไม่ได้ชัดเจนว่ามาจากไทย อาหารการกินก็คล้ายประเทศเพื่อนบ้าน (หลักๆคงเพราะมีพืชพรรณคล้ายๆกัน) ข้าวของบางอย่างก็มาจากฝรั่ง บางอย่างเห็นฝรั่งมาแล้วมาทำแบบเราเอง ให้เป็นรูปแบบเอกลักษณ์ของเรา แต่เป็นของฝรั่ง งงมั้ย ?



บันได อันนี้เจ๋งมาก ต้องไปดูเอง....



ห้องถัดไป เป็นประวัติ ตั้งแต่ลิงมาจนถึงมนุษย์ แล้วก็กลับเป็นลิงอีกที Tongue out



(การถ่ายภาพด้วยแฟลชใกล้ผนัง จะทำให้เกิดเงาแข็งที่ผนัง สังเกตดีๆ Tongue out)



ช่วงนี้ก็จะเป็นเรื่องของการขุดค้นอารยะธรรม เพื่อหาที่มาที่ไปของชนชาติที่น่าจะเป็นบรรพบุรุษของไทย....



ห้องนี้จะชอบตรงมีบอร์ด (ที่จัดแสดงได้ไม่เด่นเอาซะเลย) ที่ต้องเอาไปฉายไปฉายส่องเพื่อดูว่าวัฒนธรรมเรื่องไหนมาจากอะไร เช่น เป็นเรื่องศาสนา หรือเรื่องรับถือภูตผี อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็น่าเศร้าที่ไฟฉายหายหมด เหลืออยู่อันเดียว โดนเด็กไทยขโมยซะงั้น (ไม่เกี่ยวกับรูปนี้นะ)



ซึ่งเรื่องศาสนา ระบอบกษัตริย์ ประเพณีทั้งหลาย ต้นตอจริงๆก็มาจากประเทศอื่นทั้งนั้นนี่ ? แล้วอะไรล่ะที่เป็นของไทยแท้ๆ?

ห้องนี้โชว์เรือพระที่นั่้งจำลอง และอะไรต่อมิอะไรที่กำลังซ่อมอยู่เต็มไปหมด -__-"



ออกมาด้านนอก พักหายใจนิดหน่อย ยังไม่เจอคำตอบที่ข้องใจ....



ถัดมา เป็นของเล่นโบราณ (ซึ่งก็พังและหายซะเยอะ) จะว่าไปแล้วถือว่าไทยก็น่าจะได้ (หมายถึงของเล่นนะ ไม่ใช่การขโมยของเล่นหรือไฟฉาย)



ยุคนี้ประเทศเราก็เริ่มมีสาธารณูปโภค (ซึ่งก็มาจากตะวันตกอีก -__-") อันนี้เป็นหัวจ่ายน้ำประปา....



โทรศัพท์....



สื่อสารมวลชน....



ผับ บาร์ ดาราหนัง....



ในบาร์จำลอง จะมีตู้เพลงให้กด ดูรายชื่อเพลงแล้วก็ต้องถอนหายใจ เพลงเรามันก็ก๊อปเขามาทั้งนั้นนี่หว่า อันที่จริงเครื่องดนตรีไทยก็มาจากจีนบ้าง (ขิม จะเข้ Percussion บางอย่าง) อินเดียบ้าง (พิณทั้งหลาย สังข์) เพลงไทยเดิมก็เป็นเขมรไทรโยค ลาวดวงเดือน พม่าแทงกบ มอญอะไรนะ (แต่ไม่ใช่ซ่อนผ้าแน่ๆ -__-") แล้วเพลงอะไรที่เป็นของไทยแท้ๆ ? Pentatonic Scale ก็เป็นสเกลดนตรีที่ใช้กันทั่วทั้งภูมิภาคซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครเป็นชนชาติแรกกันแน่ แต่ที่เก่าแก่ที่สุดที่ขุดค้นเจอคือแคน ซึ่งนับย้อนหลังไปพันกว่าปี ก็ไม่น่าจะเป็นของไทยอีกนั่นแหละ....



ยังอยู่ในบาร์....



มาถึงตรงนี้ก็เป็นจอเล็กๆ สัมภาษณ์คนทั่วไป ยังไม่ได้ดูละเอียดเพราะหมดเวลาแล้ว....



ด้านขวาจะฉายข้อความเกี่ยวกับสภาพสังคม เช่น คนไทยกินเหล้าอันดับ 5 ของโลก คนไทยอ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัด อะไรทำนองนี้ แล้วตั้งคำถามว่า ถ้าได้เป็นนายกจะทำอะไร ซึ่งคำตอบนั้นก็จะมาฉายบนจอ....



ที่คืนสติกเกอร์ ซึ่งก็เห็นหลายคนไม่คืน คงอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก ว่าได้มาดู มาขโมยไฟฉาย ขโมยของเล่น และไม่คืนสติกเกอร์ เป็นที่น่าภาคภูมิใจแก่วงศ์ตระกูลกันไป....



ด้านหน้าจะเป็นประติมากรรมกลางแจ้ง ซึ่งก็ถ่ายกันมาเยอะแล้ว ไม่อยากไปถ่ายมุมเดิมๆกับชาวบ้าน ว่างั้น -__-"



อาคารกระทรวงพาณิช์เก่า....



สัญลักษณ์ "คนกบแดง" (แนะนำให้อ่านจาก Link แรก)



จบ กลับบ้าน....



ความรู้สึกที่ได้มันชัดเจนมาก พิพิธภัณฑ์นี้อาจนำเสนอสาระความรู้ได้ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ที่แอบแฝงอยู่ในนั้นคือเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งมาเฉลยตอนจบนี่เอง ทั้งข้อมูลที่น่าหดหู่ของชนชาติไทย การคืนสติกเกอร์ ว่าอะไรที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปคิดอยากได้ รวมทั้งอุบายเรื่องการตั้งใจทำอะไรซักอย่างดีๆ แล้วคนที่มาดูก็สงสัย อะไรวะ ไฟฉายหาย ของเล่นพัง ไอ้นี่เจ๊ง ไอ้โน่นซ่อม ผมคิดว่าเขาตั้งใจเลยล่ะ เพราะเรื่องพวกนี้มันป้องกันได้ไม่ยากเลย แต่ไม่ทำ และเป็นจุดที่ไม่แพงแต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายมากพอที่คนมาทีหลังจะอดดู บางทีเรื่องการขาดจิตสำนึกสาธารณะนี่เองที่อาจเป็นไทยแท้ๆเรื่องเดียวที่ชนชาติเรามี และเป็นประเด็นหลักที่พิพิธพันณฑ์แห่งนี้ตั้งใจจะนำเสนอ....

ต้องไปอีกครั้งแน่นอน เพราะเวลาน้อยมาก ที่ได้ดูจริงๆจังๆนี่เรียกได้ว่าไม่ถึง 30% ของทั้งหมดเลย -__-"
November 04

ความจริงวันนี้

เมื่อวานวางแผนไปเดินเล่นที่สวนหลวงร.9 จะเอาอุปกรณ์ถ่ายรูป Infrared ไปลองซะหน่อย (นั่งทำอยู่ 15 นาที) แดดกำลังจะหมด บ่าย 4 โมงกว่าๆ ต้องรีบไปซะแล้ว....

เรียก Taxi ที่คอนโด Taxi ก็วิ่งผ่านทางเข้าด้านหน้าเข้ามารับ (เป็นถนนแคบๆให้รถพอสวนกันได้) ขึ้นไปนั่งพอสังเกตคนขับอายุน่าจะ 60 กว่า แต่ที่แปลกใจคือหน้าเหมือนวีระ มุสิกพงศ์มาก -__-"



เนื่องจากถนนด้านหน้าเป็นทางแคบ กลับรถลำบากหน่อย แต่ทุกทีเขาก็กลับได้กันเป็นปกติ ยกเว้นพี่วีระ สงสัยสายตะจะฝ้าฟาง พี่แกเลยถอยยาวเกือบร้อยเมตร ไปวนรถที่ปากทางโน่น แล้วก็บ่นพึมพำว่าน่าจะเข้าไปกลับข้างในง่ายกว่า (ก็กลับตรงถนนแคบๆก็ได้ ไม่เห็นมีใครเคยบ่นนะ -__-")

ออกจากคอนโด จะไปออกศรีนครินทร์ ผ่านนิโกรที่เดินอยู่แถวนั้น พี่วีระแกก็บ่น "พวกมืดนี่มันงี่เง่าว่ะ" ผมก็ทำตลกไป บอกว่าแถวนี้นิโกรอยู่กันเยอะเลย ไม่รู้มาทำอะไรของมัน (นี่พยายามตลกแล้ว -__-")

ผ่านซ้ายแรก แกก็ไม่เลี้ยว ซ้ายที่สองก็ยังไม่เลี้ยว ทำท่าเหมือนจะไปตัดออกอุดมสุข ผมก็โอเค เออ ท่าทางจะรู้เส้นทางนะ จะได้ไม่ต้องไปติดหน้าซีคอน....

แต่แล้วแกก็เลี้ยวซ้ายสุดท้าย (อ้าว) วนกลับไปกลับรถตรงสะพานลอยหน้าซีคอนอยู่ดี (แล้วพี่จะอ้อมไปไหนน่ะ ตอนแรกน่ะ -__-") นึกในใจว่าคงเปลี่ยนแผนเพราะเห็นทางไปอุดมสุขมันติด....

ผ่านนรกซอยหน้าซีคอนมาได้ ก็กลับรถบนสะพาน มุ่งหน้าไปเสรี เลี้ยวซ้ายไปสวนหลวง แต่แล้วแกก็เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง จะไปไหนเนี่ย....

นั่งไปซักพัก มาถึงประตูข้างสวนหลวง ก็นึกในใจว่าลงตรงนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเข้าประตูหน้าต้องเดินไกลกว่าจะถึงตึกพิพิธพัณฑ์ (ที่เป็นทรงแหลม คงคุ้นตากันดี)



แต่แล้วแกก็ขับเลยประตูข้างมา อ้าวถึงแล้ว ทำไมไม่จอดล่ะเฮ้ย มองไปข้างหน้า อ๋อ มีอีกประตูนึง ไปเข้าประตูนั้นก็ดี จะได้ผ่านโซนด้า่นหลัง ไปถ่ายย้อนแสงๆสักสี่ห้ารูปก็ไม่เลว....

ว่าแล้วแกก็ขับเลยประตูนั้นไปอีก อ้าว หรือมันจะมีอีกประตู ไม่เคยเห็น แต่นั่งต่อไปก็เลยเขตสวนหลวง เลยถามพี่วีระไป "จะไปประตูไหนครับ นี่เลยแล้ว" แกหันกลับมาตอบ "อ้าว จะไปที่สวนเหรอ นึกว่ามาแถวๆสวนหลวง" เวร ตอนขึ้นก็บอกอย่างดีว่า "สวนหลวงร.9" ไม่ได้บอกว่าไปถนนเส้นไหน ซอยไหน ต่อให้จะไปบ้านเพื่อนแถวสวนหลวง แต่ถ้าผู้โดยสารบอกว่าสวนหลวงเฉยๆ โดยสามัญสำนึกแล้วมันก็ควรจะไปทางประตูหน้าเป็นหลัก หรืออย่างน้อยก็ต้องถามกันก่อน ไม่ใช่พาวนไปทางอื่นซะงั้น....

จะให้กลับรถ แกก็ไหลไปเรื่อยๆ ทำท่าหาจุดกลับ อายุมากแล้วมันกลับรถยากเย็นจริงๆ ถนนหน้าคอนโดเล็กไปก็กลับไม่ได้ ถนนใหญ่ก็กลับไม่ได้อีก -__-"

จนแล้วจนรอดก็เลยสวนหลวงมาสองกิโลได้มั้ง เลี้ยวขวา ปักหัวเข้าปั๊ม ได้กลับรถสมใจ....

กลับไปประตูสุดท้าย ทำท่าจะไม่จอดอีก คงอยากไปส่งประตูหน้า -__-" ผมต้องบอกว่า ลงประตูนี้แหละ แกก็เบาเครื่องแต่ชิดขวา ปักหัวเข้าไปที่ประตู ทำท่าจะเอารถเข้าสวน เอาเข้าไป ทีนี้ล่ะกลับรถง่ายขึ้นมาเชียว -__-"

สรุปแล้ว ค่าโดยสาร 97 บาท ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที ปกตินั่งมอเตอร์ไซค์ต่อสองแถวก็ 26 บาท ใช้เวลา 15 นาทีเท่านั้น -__-"

ให้ใบร้อยไป พลางนึกในใจ "พวกหน้าตาแบบวีระนี่มันงี่เง่าว่ะ"



วันนี้กลับมานั่งนึกเรื่องนี้อีกรอบ มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน ที่คนขับอาจจะแก่แล้วเลอะ จริงๆแล้วหลงทาง หรืออาจจะอยากไปออกอุดมสุขแต่เปลี่ยนแผน อาจจะฟังผิดว่าไปหลังสวนหลวง หรืออาจจะนึกว่ามาถูกทางแล้วก็ได้ เพราะผมไม่ถาม ตกลงผมผิดนี่ ? เพราะไม่ได้บอกทางเพราะคิดเอาว่าเขาก็ควรจะรู้ด้วยสามัญสำนึก ว่าแต่ "สามัญสำนึก" ของใครกันล่ะ ? การวางมาตรฐานของสามัญสำนึกของตัวเองว่าคนอื่นควรจะเข้าใจเหมือนตัวเอง นี่ก็คงไม่แฟร์ เพราะคำว่า "สามัญ" ก็ควรจะเป็นเรื่องสากล เรื่องปกติ ดังนั้นคำว่า "สามัญสำนึก" มันมีจริงๆหรือเปล่า ในเมื่อแต่ละคนก็มีชุดความรู้ที่ไม่เท่ากัน เห็นเด็กติดในกองไฟ สามัญสำนึกของเราก็ต้องทุบกระจกเข้าไปช่วย แต่สามัญสำนึกของนักผจญเพลิง เขาอาจต้องอ่านทางลมก่อน อาจต้องตะโกนให้เด็กไปรอในจุดปลอดภัยกว่านี้เพื่อให้อยู่ไกลของที่จะระเบิดได้ เพราะชุดความรู้เขามีมากกว่าคนปกติ แต่ใครจะบอกได้ว่านักผจญเพลิงจะช่วยชีวิตเด็กได้ หรือคนธรรมดาจะทุบกระจกไปช่วยได้เร็วกว่า หรืออันตรายกว่า ไม่มีใครบอกได้....

นอกจากคนที่ยืนดูอยู่ห่างๆ คอยตำหนิคนธรรมดาว่าพังกระจกแล้วเป็นการเพิ่ม Oxygen ให้ไฟ ไม่รู้เหรอ ตำหนินักผจญเพลิงว่ามัวแต่ใส่ชุดกันไฟเด็กก็ตายพอดี....

คนประเภทนี้มีเยอะครับ จะพูดได้ถูกต้องเสมอเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว และตัวเองฉลาดเสมอ และจะจำได้เฉพาะครั้งที่ตัวเองคิดถูกเท่านั้น เหตุการณ์ไหนที่คิดผิด ก็จะหาคำตอบหาทางออกให้ตัวเองได้เสมอทุกครั้งไป....

คนประเภทนี้ ภาษาไทยเรียกว่า "บัณฑิต" ครับ จากพจนานุกรมหมายถึง "ผู้ทรงความรู้" รู้เฉยๆ พจนานุกรมไม่ได้ระบุว่ารู้มากแล้วหาทางออกได้ รู้มากแล้วช่วยผู้อื่นได้ รู้่มากแล้ว "ทำ" อะไรเป็นประโยชน์ได้....

รู้แค่ว่า รู้แล้วก็เท่านั้น รู้ว่าตัวเองรู้ ก็สบายใจของตัวเองไป....

ตามประสาบัณฑิต ฉะนี้ครับ....
August 13

12 สิงหา

1. DVD Writer สามตัว พังพร้อมกันสองตัว ต้องรีบออกไปซื้อตอนเช้า....
2. หมึก Printer หมดพอดีซะอีก....
3. บังเอิญไปเจอสาย HDTV ขายถูก แต่ซื้อมาต่อแล้วภาพดันห่วยกว่าเดิม....
4. ทำหมึกหกเลอะ บ่ายโมงแล้ว ออกไปทำงาน ไม่มีเวลาล้าง....
5. แวะกินหนมจีน มือไปปัดโดนช้อน ตักน้ำยาสาดใส่เสื้อตัวเอง ลูกค้าแตกตื่น....
6. ถึงอโศก ฝนตก นั่งมอเตอร์ไซค์ตากฝนไปทำงาน เละ....
7. มาถึงช้าไป ทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องกลับเพราะคนอื่นมาแต่เช้า จะกลับบ้านกันหมดเลยต้องกลับด้วย....
8. มาถึงคอนโด Taxi ไม่มีตังค์ทอน ไปแลกตังค์ใน 7-11 แต่แลกมาผิด ไม่มีเศษอยู่ดี เลยแถมให้ Taxi ไปอีก....
9. ซื้อของที่ 7-11 ใบเสร็จแลกซื้อของลดราคาได้สองชิ้น ก็ซื้อมาชิ้นเดียว เสียฟรีๆไปชิ้นนึง....
10. ทำ Power Supply คอมช็อต....
11. กลับมาทำงานต่อ นอนดึกอีกแล้ว....
12. เริ่มมึนๆหัว สงสัยท่าจะเป็นหวัดต่อ....

มันก็มีบางวันที่รู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เลย โลกนี้ไม่ต้องมีเราก็ได้ หรืออยากข้ามปฏิทินวันนี้ไปเลย หรือ Undo ทุกอย่างกลับไปเริ่มใหม่ตั้งแต่แรกแล้วทำให้มันดีกว่า....

แต่ถ้าข้ามปฏิทินวันนี้ไปได้จริงๆ คงต้องทำร้ายใครอีกหลายคน เพราะวันนี้เป็นวันที่คนส่วนใหญ่คงอยากให้ปฏิทินมีแต่วันนี้ทุกวัน....

และในบางวันที่เราอยากให้มันอยู่ตลอดไป ก็ต้องมีใครอีกหลายคนที่อยากให้มันรีบๆผ่านไปซะที....

จะมีใครคิดเหมือนผมบ้างว่าคำตอบมันไม่ได้อยู่ที่ปฏิทินหรอก....

1. ก็ยังดีที่ DVD Writer ที่เหลืออีกตัว และตัวที่ซื้อมาใหม่ไม่รวนเลย ช่วยกันทำงานจนเสร็จได้....
2. หมึกหมดแสดงว่าหัวพิมพ์ไม่ตัน ซื้อหมึกใหม่ก็ยังดีกว่าซ่อมหัวพิมพ์....
3. ก็ยังดีที่ได้สายสำรอง แต่พอนั่งสงบสติอารมณ์ ค่อยๆปรับไป คราวนี้ภาพสวยกว่าสายเดิมเยอะ....
4. รีบไปก็ดี ถ้ามัวแต่ล้าง ขึ้นรถไม่ทัน อาจได้ตากฝนตั้งแต่ออกจากคอนโด....
5. กินหนมจีนก็ดีแล้ว ถ้าไปกินร้านอื่นก็คงไม่รู้ว่าร้านนั้นก็ฝีมือใช้ได้....
6. ก็ยังดีที่ไม่ต้องเดินไป เพราะนั่นเป็นมอเตอร์ไซค์คันสุดท้ายในวิน....
7. ก็ยังดีที่วันนี้ทำงานไปได้เยอะ แล้วก็เจอจุดผิดสำคัญ ดีที่ไม่ปล่อยหลุดไป....
8. ก็ยังดีที่กลับมาปลอดภัย เกือบจะโดนรถเมล์อัดตั้งแต่ทองหล่อ....
9. ก็ยังดีที่ได้มาอีกชิ้น....
10. ก็ยังดีที่ไม่มีอะไรพัง แล้วก็ยังดีที่มีสาย Adapter เหลือ....
11. นอนดึก แต่ก็เร็วกว่าเมื่อวานล่ะ ก็ยังดีที่งานเสร็จตามเป้า....
12. ก็ยังดีที่มียา กินเผื่อไว้ก่อน

แต่จะพยายามคิดให้มันดียังไง 13 สิงหา อย่าเจอ 13 ข้อ เป็นอันใช้ได้ -__-"
August 11

Guitar Hero III - Legends of Rock!

ก่อนหน้านี้มีเครื่อง Play Station 2 อยู่ เล่นได้ไม่นานก็ขายไปหลังจากเล่นจบไปแค่ 2 เกม คือ FF X กับ God of War II หลังจากขายไปแล้วก็ไม่ได้เล่นเกมอีกเลย เพราะไม่ค่อยมีเวลาว่าง อย่าว่าแต่เล่นเกมเลย โปรเจคเพลงก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เครื่องดนตรีกองเต็มห้องแต่ไม่ได้ฝึกเป็นเรื่องเป็นราว ตกใจเหมือนกันที่ตอนนี้กลับไปเล่นกีตาร์เหมือนคนหัดเล่นอีกแล้ว -__-"

แต่แล้วกระแสยอดขายของ Guitar Hero III ที่ขายได้ถล่มทลายทั่วโลก (คงยกเว้นประเทศไทยที่ยดขายคงเป็นแผ่นก๊อปซะเยอะ) ก็ทำให้วันนึงลองโหลดมาเล่นดูบ้าง....





จริงๆแล้วผมไม่ค่อยชอบเกมลักษณะนี้สักเท่าไหร่ เพราะมีความรู้สึกว่ามันคล้ายกับเกมเต้นที่เล่นกับ Dance Pad เมื่อราวๆสิบปีก่อน แล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้สายตา มือ และความจำ (บางส่วน) รวมทั้งเคยเห็นผู้ชายเล่นเกมเต้นแล้วมันขำ (ผู้หญิงเล่นมันก็น่าดูอยู่หรอกนะ -__-") ก็เลยไม่เล่นเกมลักษณะนี้เลย ทั้งๆที่เมืองไทยจะฮิตมาก แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆเงียบไป คงเพราะความน่าสนใจในเรื่องของระบบการเล่น ผมเองจะชอบเกมที่ใช้ไหวพริบ ความคิดสร้างสรรค์ หรือมีเนื้อเรื่องน่าสนใจ เช่น Black or White, Beyond Good and Evil, The Sims (The Sims นี่จะสนุกมากเวลาแกล้งตัวละครให้อยู่ในสถานการณ์แปลกๆ จนบางทีไปเจอ Bug ของเกม เช่น ในบางสถาณการณ์ตัวละครก็นอนได้ในสภาพเสียงดัง หรือตัวแม่บ้านจะไม่โดนไฟคลอกตาย หรือเราสามารถนอนหลับในสระว่ายน้ำ รวมทั้งเราสามารถสร้างบ้านที่ขโมยไม่ขี้นเลยก็ยังได้ พวก Game Testers อาจจะไม่ซนถึงขนาดนี้ก็ได้มั้ง :P)

กลับมาที่ GH III กันต่อ สิ่งที่เพิ่มมาจากเกมตระกูลกดให้ลงจังหวะทั่วไปก็คือเราต้อง "ดีด" เหมือนการเล่นกีตาร์จริงด้วย และ Concept ในการ Hold หรือ Release โน้ต การ Hammer On และ Pull Off ก็เอามาจากการเล่นกีตาร์จริง เรื่องของความรู้สึกในการจิ้มคีย์บอร์ดจะให้เหมือนกีตาร์จริงๆคงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยบอกได้เลยว่าคนที่เล่นกีตาร์แทบจะไม่ต้องเรียนรู้อะไรก็สามารถเล่นเกมนี้ได้ดีโดยไม่ต้องทำความคุ้นเคยเลย เรียกได้ว่าเพียงวันแรกที่ได้เล่นก็ติดในทันที....

อันที่จริงช่ีวงที่ได้เกมนี้มาใหม่ๆยังไม่สามารถเล่นได้เพราะกดแล้วเสียงกับภาพไม่ตรงกัน (เคยเล่าไปใน Blog ก่อนหน้านี้) แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเพราะคิดว่าต้องใช้ตังค์พอสมควร ซึ่งก็กำลังจนเพราะเพิ่งถอยทีวีมา + Upgrade คอมต่อเลย เลยกินแกลบอยู่ร่วมเดือน พอเงินเดือนออกก็ทันที เปลี่ยนการ์ดจอ แล้วก็ลุย !

เรื่องการเล่นก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าไม่ต้องฝึกเลย เพราะฉะนั้นระดับ Easy จึงไม่มีความท้าทาย เล่นอยู่ไม่กี่เพลงก็เริ่มขี้เกียจ ข้ามไปเล่น Normal แล้วก็เล่นจบภายในสองวันโดยใช้แค่เวลาหลังเลิกงาน แล้วก็เล่นครั้งเดียวผ่านได้ทุกเพลง ยกเว้นตอนแข่งกับ Boss ตัวสุดท้าย ที่ต้องเล่นสองรอบกว่าจะผ่านมาได้ ^__^' ทั้งๆที่ไม่รู้จักเพลงซะ 90% เพราะเพลงที่เป็นที่รู้จักเขาก็เอาไปใส่ภาคแรกๆซะหมดแล้ว -__-"

พอเริ่มหมดความท้าทายก็ลงไปเล่นโหมด Hard คราวนี้ใช้ 5 แป้น แต่มือซ้ายมีแค่ 4 นิ้ว ซวยแล้ว คราวนี้จากหมูๆกลายเป็นเล่นไม่ได้เลย และแล้วความจริงก็กระจ่าง เพราะเขาตั้งใจทำมาอย่างนั้น จะได้ขาย Controller ได้ -__-"




(ทรง Les Paul ซะด้วย สีนี้น่าจะเป็น LP Studio ท่าทางจะเสียงดี :P)

แต่ราคาเมืองนอกปาไป 8 ร้อย ในไทยน่าจะเกินพัน คงไม่ค่อยน่าเล่นเท่าไหร่ อีกอย่างมันคงตลกที่เห็นตัวเองนั่งสะพายกีตาร์เด็กเล่นแล้วโยกหัวอย่างเมามัน -__-"

ระยะหลังในเมื่อเล่น Hard ไม่ได้ จะเล่น Normal ก็หมูไป เลยไม่รู้จะเล่นอะไร เล่ยไปเล่น Easy ให้ได้ 100% ทุกเพลง แต่ผ่านไปได้สองเพลงก็เครียด เพราะการตั้งใจจะทำให้มัน Perfect มันจะหมดความสนุกไปในทันที กลายเป็นอารมณ์เหมือนการทำงานซะมากกว่า -__-"

จากกีตาร์ 5 แป้น ก็กลับมาหยิบกีตาร์จริงๆอีกครั้ง มี 24 ช่อง แต่ละช่องมี 7 สาย รวมเป็น 168 แป้น แต่ละแป้นจะเล่นออกมาได้อีกเป็นสิบๆวิธี....

แต่ที่มันสนุกก็คือ มันไม่มีคะแนน ไม่ต้องเล่นให้ได้ 100% ไม่ต้องเล่นตามที่เขากำหนดให้เล่น เล่นแต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน นี่ล่ะมนุษย์ เราต้องแสวงหาสิ่งที่ไม่ Perfect ตะหาก....

อย่าว่าแต่สิ่งที่สำหรับพักผ่อนเลย แม้แต่สิ่งที่เราอยากให้ Perfect เช่นงานที่ทำ มันยังไม่ค่อยจะ Perfect ได้สักเท่าไหร่....

พูดไปก็เข้าตัว เพราะผมเองจะไม่ค่อยได้ทำงานกับสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่ เพราะเมื่ออะไรที่ไม่ Perfect มันมาเจอกัน สถานการณ์ก็จะควบคุมได้ยากขึ้นทุกครั้งไป สมัยเีรียนเวลาจะทำ Lab ผมจะทำได้เพียง 2 หน้าที่ คือเป็นหัวหน้า หรือไม่ก็ไม่ทำเลย รอจดผลอย่างเดียว แต่เวลาทำกิจกรรม เล่นดนตรี จัดเวที ฯลฯ มันเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์จะทำอะไรโดยไม่ต้องคำนึงถึงความ Perfect และไม่ค่อยน่าแปลกใจที่เพื่อนๆถ้าเห็นว่าผมไม่ได้ไปเรียนก็จะรู้ว่าต้องไปตามตัวที่ไหน (สมัยนั้นยังไม่มีมือถือ)

และแล้วก็มาเรื่องงานจนได้ -__-" ไม่ว่าจะไปทำแผนกไหนก็จะเจออะไรทำนองนี้อยู่ทุกครั้งไป ต่างกันที่แผนกแรกเวลาติดขัดปัญหามักจะให้ผมลงมือเอง ผิดก็หาทางออก จัดการเองให้ได้ แต่พอแผนกต่อมา รวมทั้งปัจจุบันที่ต้องวิ่งมาช่วยอีกแผนก จำนวนคนเยอะขึ้น จำนวนงานมากขึ้น ก็เริ่มจะวุ่นวายขึ้นมา เพราะผมจะไม่ชินกับการที่ต้องทำอะไรโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้แน่ชัด (แม้แต่ทำเพลงทุกวันนี้บางเรื่องก็ใช้การคาดเดา) วันแรกที่เข้าไปช่วยก็เลยจดที่ผิดของชาวบ้านมาสิบกว่าจุด และแก้ที่ผิดของตัวเองไปสองสามอย่าง โดยมากแล้วจะเป็นเรื่องของ ทำไฟล์แรกไปแล้วโดยที่ไม่เคลียร์ในบางเรื่อง พอมาเจอไฟล์ต่อๆมาก็เริ่มเก็ท เริ่มรู้ว่าไฟล์แรกๆมันผิด หรือมีวิธีทำให้ได้ดีกว่านั้น รวมทั้งแก้ไปแล้วบางทีก็ต้องแก้อีกรอบเพราะไอ้ที่ว่าแก้แ้ล้ว ถูกต้องแล้ว มันกลายเป็นไม่เหมาะเมื่อเอาไปใช้กับไฟล์หลังๆ หรือแม้แต่ผิดสนิทชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ -__-"

อย่าว่าแต่ทำความเข้าใจเนื้อหาพวกนี้เลย ต่อให้ทำมั่ว ลุยถั่วอย่างเดียวก็ไม่รู้จะเสร็จทันมั้ย รวมทั้งผมเองก็รู้ตัวว่าที่ัมั่วไปนั้นบางอย่างก็ถึงขั้นมั่วแบบไม่รู้อะไรเลย แล้วคนที่อ่านก็อย่าหวังเลยว่าจะอ่านรู้เรื่อง -__-"

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นคู่มือการซ่อม ถึงส่วนใหญ่จะใช้ได้ ใกล้เคียง หรือคนอ่านพอจะเดาต่อได้ แต่บางส่วนมันก็เละสนิทจริงๆเหมือนกัน รวมทั้งเรื่องที่แน่ใจว่ามันถูกแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็ผิดได้ นับประสาอะไรกับเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าถูกมั้ย ซึ่งช่างโดยทั่วไปถ้าอ่านคู่มือแบบนี้คงต้องใช้ปากกาจดแก้ไขเองชนิดที่ว่าน่าจะแทบไม่มีประโยชน์ เพราะเรื่องพื้นๆที่ทำไปถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่ช่างรู้กันอยู่แล้ว และเรื่องที่เป็นเทคนิกมากๆชนิดคนแปลไม่รู้เรื่อง ก็อย่าหวังเลยว่าแปลไปแล้วช่างจะอ่านรู้เรื่อง -__-"

แต่ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาทำโดยมี 2 เหตุผลคือ ได้ตังค์ และงานมันรีบ ซึ่งขัดกับนิสัยผมพอสมควร เพราะเรื่องงานผมจะเป็น Perfectionist นิดๆ ทำงานเพลง แม้แต่เสียงที่เบาที่สุดในทุก Track ก็ยังจะ Save เป็น 24 Bit ให้ได้ ทั้งๆที่ Harddisk ก็มีไม่พอ (สมัยนั้น) แต่มาทุกวันนี้เริ่มเก๋าก็เริ่มขี้เกียจ งานล่าสุดทำ Mastering ที่ 16 Bit แล้วแฮะ :P

หวังว่าอีกหน่อยพอเริ่มเก๋ากับงานปัจจุบัน  ก็จะเริ่มมองข้ามความ Perfect ได้มากกว่านี้....

ยังไงผมก็ชอบเล่นโหมด Hard แบบลุยถั่วมากกว่าเล่นแบบ Easy ให้ได้ Perfect อยู่แล้วนี่ :P

เศรษฐีชาวไร่

ดำกับแดงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยประถม สองคนนี้อาจจะดูต่างกันอย่างไม่น่าจะคบหากันได้ ดำก็ดำสมชื่อ ทั้งอ้วน ล่ำ ดำ เตี้ย ในขณะที่แดงหุ่นผอมสูง หน้าตาจัดว่าพอใช้ได้ แต่สองคนนี้ก็เหมือนกันอยู่อย่างนึงตรงที่ทั้งคู่เป็นลูกคนเดียวของมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศ หลังจากที่ต่างแยกย้ายกันไปเรียนต่อ ทั้งสองคนก็กลับมาพบกันโดยบังเอิญหลังจากไม่ได้เจอกันร่วมยี่สิบปี....

สองคนคุยกันได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะคุย เพราะต่างคนก็เป็นทายาทเศรษฐี จึงไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีกแล้ว แค่มรดกที่ได้มาก็พอให้ผลาญได้สบายทั้งชาติ....

นายดำจึงเกิดความคิด ไหนๆก็รวยอยู่แล้ว นึกจะทำอะไรก็ได้ ก็เลยชวนนายแดงไปหาอะไรลำบากๆทำบ้าง ทั้งสองหารือกันไม่กี่นาทีตามประสาคนที่ไม่เคยคิดอะไรลึกซึ้ง นายแดงก็เสนอว่าน่าจะลองไปเป็นชาวไร่ดูบ้าง เริ่มจากไปซื้อที่ดินในทำเลไกลผู้คนเพื่อที่จะแข่งกันปลูกข้าวโพด โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องทำเองทั้งหมด ห้ามมีลูกมือคอยช่วย และห้ามปรึกษาใครโดยเด็ดขาด นายดำเห็นว่าน่าสนุกดี ทั้งคู่จึงไปถอนเงินจากธนาคารจำนวนเท่าๆกันเพื่อใช้เป็นต้นทุน และเดินทางไปหาซื้อที่ดินในทันที....

หลังจากที่ได้ที่ดิน ทั้งสองคนก็ช่วยกันปักเขตแดนเป็นสองแปลงเท่าๆกัน และตกลงกันว่าจะเริ่มต้นทำไร่ในวันรุ่งขึ้น....

วันที่ 1: นายดำมาถึงแปลงของตัวเองแต่เช้า แต่ด้วยความที่ไม่รู้วิธีทำไร่ จึงลงมือถอนหญ้าที่ขึ้นในที่ดินออก เพื่อที่จะเตรียมที่ให้พร้อม ส่วนนายแดงมาถึงก็ตอนบ่าย เห็นนายดำถอนหญ้าไปได้บางส่วนแล้ว จึงนึกในใจ "ไอ้ดำมันก็โง่มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถอนหญ้าด้วยมือเปล่าแบบนั้นเมื่อไหร่จะเสร็จ" พลางนึกกระหยิ่มในใจ "วันนี้ก็บ่ายแล้ว จะเริ่มถอนหญ้าก็คงได้ไม่เท่าไหร่ นั่งดูไอ้ดำมันเพลินๆก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะไปซื้อมีดมาดายหญ้า ไม่นานก็แซงไอ้ดำหน้าโง่ได้แน่นอน" นายแดงรู้ดีว่าถ้าเข้าไปซื้อมีดในตัวเมืองก็ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นคืนนี้กลับบ้านแล้วค่อยแวะซื้อมีดในตอนเช้าก่อนมาที่แปลงก็ยังทันถมเถ....

วันที่ 2: นายดำลงมือถอนหญ้าแต่เช้าเหมือนวันแรก วันนี้มือของนายดำปวดไปหมดเพราะไม่เคยทำงานลำบากมาก่อน แต่นายดำก็ยังถอนต่อไปเพราะได้ใจที่นายแดงยังไม่ได้เริ่มจัดการกับหญ้าในแปลงของตัวเองเลย เริ่มต้นดีแบบนี้เห็นทีเขาจะชนะใสแน่นอน เขาถอนหญ้าต่อไป แต่ช้ากว่าวันแรกเล็กน้อยด้วยมือที่ปวดนั่นเอง....

นายแดงมาถึงแปลงตอนบ่ายตามเคย คราวนี้เขามาพร้อมมีดพร้าขนาดเหมาะมือ แต่เมื่อเห็นนายดำกำลังถอนหญ้าเขาก็ต้องตกใจ เพียงสองวันนายดำถอนไปได้มากแล้ว ถึงจะมีมีดพร้าก็คงไล่ไม่ทันเป็นแน่ เขาจึงวางแผนใหม่อีกครั้ง “ถ้าใช้มีดก็ยังต้องใช้อีกมือคอยจับต้นหญ้าเอาไว้ ก็คงช้าอยู่ดี ถ้าได้กรรไกรตัดหญ้าล่ะก็คงจะเร็วกว่านี้มาก” เย็นวันนั้นเขากลับบ้านอีกครั้งโดยวางแผนใหม่ที่จะทำให้เขาได้เปรียบอย่างแน่นอน....

วันที่ 3: มือของนายดำเริ่มชินกับการถอนหญ้าแล้ว วันนี้เขาถอนไปได้เร็วมาก นายแดงมาถึงเร็วกว่าวันก่อนๆเล็กน้อยพร้อมกรรไกรตัดหญ้า แต่เขาก็นึกขึ้นได้อีกครั้ง “ถ้าเราใช้กรรไกรตอนนี้ ไอ้ดำมันเห็นเข้าพรุ่งนี้มันก็ต้องไปซื้อมาใช้บ้างเป็นแน่ ตอนนี้มันก็นำเราไปพอสมควรแล้ว ถ้าวันนี้เราแซงมันไม่ได้ พรุ่งนี้มันก็จะกลับมาพร้อมกรรไกร เห็นทีจะแซงไม่สำเร็จแล้วล่ะ” เขานึกถึงแผนใหม่ที่จะทำให้เขาแซงนายดำได้ในวันเดียว....

วันที่ 4: นายดำก็ยังก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าแต่เช้า นายแดงมาถึงเวลาเดิมพร้อมเครื่องตัดหญ้า แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจ หญ้าในแปลงของนายดำที่ถอนไปในวันแรกเริ่มงอกขึ้นมาใหม่บ้างแล้ว เขานึกในใจ “ไอ้ดำหน้าโง่ ถอนหญ้าแบบนั้น หญ้ามันก็ไม่ได้ถึงกับตายสักหน่อย” เขานึกถึงแผนใหม่อีกครั้งที่จะกำจัดกับหญ้าได้อย่างถอนรากถอนโคน....

วันที่ 5: นายดำถอนหญ้าได้ช้าลงครึ่งหนึ่ง เพราะต้องคอยถอนหญ้าในส่วนที่งอกขึ้นมาใหม่ด้วย นายแดงมาถึงในตอนบ่าย เขากำลังจะผสมยาฆ่าหญ้าอย่างลับๆเพื่อไม่ให้นายดำเห็น แต่ในขณะที่กำลังจะเปิดขวดยาฆ่าหญ้า เขาก็สังเกตเห็นรูปต้นหญ้าตายซากตรงข้างขวด “แบบนี้ไม่ได้การแน่ ถึงหญ้าจะตาย แต่ก็ยังยืนต้น เราต้องเสียเวลามาถากออกอีกเหรอเนี่ย” เขาจึงคิดแผนใหม่อีกครั้ง....

วันที่ 6: นายดำต้องถอนทั้งหญ้าเก่าและหญ้าใหม่ แต่ด้วยความชำนาญเพราะถอนมาหลายวัน ตอนนี้หญ้าในแปลงของเขาเหลือแค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนนายแดงมาถึงพร้อมกับรถแทรคเตอร์ เขาขับเข้าไปในแปลงแล้วลงมือขุดหน้าดินออก แน่นอนว่ารถแทรคเตอร์ทำงานได้เร็วกว่ามือของนายดำหลายเท่า นายดำเร่งมือเพื่อให้เสร็จก่อนรถแทรคเตอร์ของนายแดง เวลาแห่งการแข่งขันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินนั้นเอง....

นายแดงก็ใช้รถแทรคเตอร์จัดการกับหญ้าได้หมดก่อนนายดำ....

จบครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันความดีนั้น เมื่อรู้ว่าดีก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องคิดว่ารอให้พร้อมกว่านี้แล้วถึงค่อยทำ ไม่ต้องคิดว่าจะทำบุญก็ต้องรอให้รวยก่อน จะศึกษาธรรมะก็ต้องรอบวชก่อน จะช่วยเหลือคนอื่นก็ต้องรอให้ตัวเราดีพร้อมก่อน เราถอนหญ้าในแปลงของเราต่อไป ส่วนที่ถอนไปแล้วก็ต้องกลับมาถอนอยู่บ่อยๆ เพราะเราก็ยังตัดขาดจากโลกไม่ได้ ยังต้องรับเอาอารมณ์ของคนอื่นๆเข้ามาเป็นธรรมดา....

แล้วรถแทรคเตอร์เกี่ยวอะไรล่ะ ?

รถแทรคเตอร์ก็คือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ พระพุทธเจ้าลองมาแล้วหลายวิธีเพื่อที่จะกำจัดหญ้าในแปลงให้หมด สุดท้ายแล้ววิธีที่ได้ผลดีที่สุดก็คือเราต้องลงทุนบ้าง เราต้องทิ้งทุกอย่างทั้งหมดเพื่อลงทุนซื้อรถแทรคเตอร์ แต่ตัวอย่างในเรื่องก็เป็นแค่ที่ดินแปลงเล็กๆ ในชีวิตจริงต่อให้มีรถแทรคเตอร์ แต่ที่ดินของบางคนก็ใหญ่เกินกว่าจะถอนหมดในชาติเดียว กลับมาชาติหน้าก็เจอที่ดินแปลงเล็กลงหน่อย แต่ถ้าชาตินั้นไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็คงยังต้องใช้มือถอน ยิ่งถ้าต้นหญ้าในชาตินั้นโตเร็วแล้วล่ะก็ถอนยังไงก็คงไปได้ไม่ถึงไหน....

ณ ตอนนี้บางคนก็ใช้มือเปล่า บางคนก็มีมีด มีกรรไกร เอาเป็นว่าจะมีอะไรก็ช่าง จะพร้อมแค่ไหนก็ช่าง ขอให้ถอนหญ้าของเราต่อไปก็แล้วกันครับ อย่ารอให้มีรถแทรคเตอร์ก่อนเลย.... ส่วนข้าวโพดน่ะเหรอ ? นั่นสิ

เศรษฐีชาวไร่

ดำกับแดงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยประถม สองคนนี้อาจจะดูต่างกันอย่างไม่น่าจะคบหากันได้ ดำก็ดำสมชื่อ ทั้งอ้วน ล่ำ ดำ เตี้ย ในขณะที่แดงหุ่นผอมสูง หน้าตาจัดว่าพอใช้ได้ แต่สองคนนี้ก็เหมือนกันอยู่อย่างนึงตรงที่ทั้งคู่เป็นลูกคนเดียวของมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของประเทศ หลังจากที่ต่างแยกย้ายกันไปเรียนต่อ ทั้งสองคนก็กลับมาพบกันโดยบังเอิญหลังจากไม่ได้เจอกันร่วมยี่สิบปี....

สองคนคุยกันได้ไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะคุย เพราะต่างคนก็เป็นทายาทเศรษฐี จึงไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีกแล้ว แค่มรดกที่ได้มาก็พอให้ผลาญได้สบายทั้งชาติ....

นายดำจึงเกิดความคิด ไหนๆก็รวยอยู่แล้ว นึกจะทำอะไรก็ได้ ก็เลยชวนนายแดงไปหาอะไรลำบากๆทำบ้าง ทั้งสองหารือกันไม่กี่นาทีตามประสาคนที่ไม่เคยคิดอะไรลึกซึ้ง นายแดงก็เสนอว่าน่าจะลองไปเป็นชาวไร่ดูบ้าง เริ่มจากไปซื้อที่ดินในทำเลไกลผู้คนเพื่อที่จะแข่งกันปลูกข้าวโพด โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องทำเองทั้งหมด ห้ามมีลูกมือคอยช่วย และห้ามปรึกษาใครโดยเด็ดขาด นายดำเห็นว่าน่าสนุกดี ทั้งคู่จึงไปถอนเงินจากธนาคารจำนวนเท่าๆกันเพื่อใช้เป็นต้นทุน และเดินทางไปหาซื้อที่ดินในทันที....

หลังจากที่ได้ที่ดิน ทั้งสองคนก็ช่วยกันปักเขตแดนเป็นสองแปลงเท่าๆกัน และตกลงกันว่าจะเริ่มต้นทำไร่ในวันรุ่งขึ้น....

วันที่ 1: นายดำมาถึงแปลงของตัวเองแต่เช้า แต่ด้วยความที่ไม่รู้วิธีทำไร่ จึงลงมือถอนหญ้าที่ขึ้นในที่ดินออก เพื่อที่จะเตรียมที่ให้พร้อม ส่วนนายแดงมาถึงก็ตอนบ่าย เห็นนายดำถอนหญ้าไปได้บางส่วนแล้ว จึงนึกในใจ "ไอ้ดำมันก็โง่มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถอนหญ้าด้วยมือเปล่าแบบนั้นเมื่อไหร่จะเสร็จ" พลางนึกกระหยิ่มในใจ "วันนี้ก็บ่ายแล้ว จะเริ่มถอนหญ้าก็คงได้ไม่เท่าไหร่ นั่งดูไอ้ดำมันเพลินๆก่อนดีกว่า พรุ่งนี้จะไปซื้อมีดมาดายหญ้า ไม่นานก็แซงไอ้ดำหน้าโง่ได้แน่นอน" นายแดงรู้ดีว่าถ้าเข้าไปซื้อมีดในตัวเมืองก็ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นคืนนี้กลับบ้านแล้วค่อยแวะซื้อมีดในตอนเช้าก่อนมาที่แปลงก็ยังทันถมเถ....

วันที่ 2: นายดำลงมือถอนหญ้าแต่เช้าเหมือนวันแรก วันนี้มือของนายดำปวดไปหมดเพราะไม่เคยทำงานลำบากมาก่อน แต่นายดำก็ยังถอนต่อไปเพราะได้ใจที่นายแดงยังไม่ได้เริ่มจัดการกับหญ้าในแปลงของตัวเองเลย เริ่มต้นดีแบบนี้เห็นทีเขาจะชนะใสแน่นอน เขาถอนหญ้าต่อไป แต่ช้ากว่าวันแรกเล็กน้อยด้วยมือที่ปวดนั่นเอง....

นายแดงมาถึงแปลงตอนบ่ายตามเคย คราวนี้เขามาพร้อมมีดพร้าขนาดเหมาะมือ แต่เมื่อเห็นนายดำกำลังถอนหญ้าเขาก็ต้องตกใจ เพียงสองวันนายดำถอนไปได้มากแล้ว ถึงจะมีมีดพร้าก็คงไล่ไม่ทันเป็นแน่ เขาจึงวางแผนใหม่อีกครั้ง “ถ้าใช้มีดก็ยังต้องใช้อีกมือคอยจับต้นหญ้าเอาไว้ ก็คงช้าอยู่ดี ถ้าได้กรรไกรตัดหญ้าล่ะก็คงจะเร็วกว่านี้มาก” เย็นวันนั้นเขากลับบ้านอีกครั้งโดยวางแผนใหม่ที่จะทำให้เขาได้เปรียบอย่างแน่นอน....

วันที่ 3: มือของนายดำเริ่มชินกับการถอนหญ้าแล้ว วันนี้เขาถอนไปได้เร็วมาก นายแดงมาถึงเร็วกว่าวันก่อนๆเล็กน้อยพร้อมกรรไกรตัดหญ้า แต่เขาก็นึกขึ้นได้อีกครั้ง “ถ้าเราใช้กรรไกรตอนนี้ ไอ้ดำมันเห็นเข้าพรุ่งนี้มันก็ต้องไปซื้อมาใช้บ้างเป็นแน่ ตอนนี้มันก็นำเราไปพอสมควรแล้ว ถ้าวันนี้เราแซงมันไม่ได้ พรุ่งนี้มันก็จะกลับมาพร้อมกรรไกร เห็นทีจะแซงไม่สำเร็จแล้วล่ะ” เขานึกถึงแผนใหม่ที่จะทำให้เขาแซงนายดำได้ในวันเดียว....

วันที่ 4: นายดำก็ยังก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าแต่เช้า นายแดงมาถึงเวลาเดิมพร้อมเครื่องตัดหญ้า แต่แล้วเขาก็ต้องตกใจ หญ้าในแปลงของนายดำที่ถอนไปในวันแรกเริ่มงอกขึ้นมาใหม่บ้างแล้ว เขานึกในใจ “ไอ้ดำหน้าโง่ ถอนหญ้าแบบนั้น หญ้ามันก็ไม่ได้ถึงกับตายสักหน่อย” เขานึกถึงแผนใหม่อีกครั้งที่จะกำจัดกับหญ้าได้อย่างถอนรากถอนโคน....

วันที่ 5: นายดำถอนหญ้าได้ช้าลงครึ่งหนึ่ง เพราะต้องคอยถอนหญ้าในส่วนที่งอกขึ้นมาใหม่ด้วย นายแดงมาถึงในตอนบ่าย เขากำลังจะผสมยาฆ่าหญ้าอย่างลับๆเพื่อไม่ให้นายดำเห็น แต่ในขณะที่กำลังจะเปิดขวดยาฆ่าหญ้า เขาก็สังเกตเห็นรูปต้นหญ้าตายซากตรงข้างขวด “แบบนี้ไม่ได้การแน่ ถึงหญ้าจะตาย แต่ก็ยังยืนต้น เราต้องเสียเวลามาถากออกอีกเหรอเนี่ย” เขาจึงคิดแผนใหม่อีกครั้ง....

วันที่ 6: นายดำต้องถอนทั้งหญ้าเก่าและหญ้าใหม่ แต่ด้วยความชำนาญเพราะถอนมาหลายวัน ตอนนี้หญ้าในแปลงของเขาเหลือแค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนนายแดงมาถึงพร้อมกับรถแทรคเตอร์ เขาขับเข้าไปในแปลงแล้วลงมือขุดหน้าดินออก แน่นอนว่ารถแทรคเตอร์ทำงานได้เร็วกว่ามือของนายดำหลายเท่า นายดำเร่งมือเพื่อให้เสร็จก่อนรถแทรคเตอร์ของนายแดง เวลาแห่งการแข่งขันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินนั้นเอง....

นายแดงก็ใช้รถแทรคเตอร์จัดการกับหญ้าได้หมดก่อนนายดำ....

จบครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันความดีนั้น เมื่อรู้ว่าดีก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องคิดว่ารอให้พร้อมกว่านี้แล้วถึงค่อยทำ ไม่ต้องคิดว่าจะทำบุญก็ต้องรอให้รวยก่อน จะศึกษาธรรมะก็ต้องรอบวชก่อน จะช่วยเหลือคนอื่นก็ต้องรอให้ตัวเราดีพร้อมก่อน เราถอนหญ้าในแปลงของเราต่อไป ส่วนที่ถอนไปแล้วก็ต้องกลับมาถอนอยู่บ่อยๆ เพราะเราก็ยังตัดขาดจากโลกไม่ได้ ยังต้องรับเอาอารมณ์ของคนอื่นๆเข้ามาเป็นธรรมดา....

แล้วรถแทรคเตอร์เกี่ยวอะไรล่ะ ?

รถแทรคเตอร์ก็คือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ พระพุทธเจ้าลองมาแล้วหลายวิธีเพื่อที่จะกำจัดหญ้าในแปลงให้หมด สุดท้ายแล้ววิธีที่ได้ผลดีที่สุดก็คือเราต้องลงทุนบ้าง เราต้องทิ้งทุกอย่างทั้งหมดเพื่อลงทุนซื้อรถแทรคเตอร์ แต่ตัวอย่างในเรื่องก็เป็นแค่ที่ดินแปลงเล็กๆ ในชีวิตจริงต่อให้มีรถแทรคเตอร์ แต่ที่ดินของบางคนก็ใหญ่เกินกว่าจะถอนหมดในชาติเดียว กลับมาชาติหน้าก็เจอที่ดินแปลงเล็กลงหน่อย แต่ถ้าชาตินั้นไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็คงยังต้องใช้มือถอน ยิ่งถ้าต้นหญ้าในชาตินั้นโตเร็วแล้วล่ะก็ถอนยังไงก็คงไปได้ไม่ถึงไหน....

ณ ตอนนี้บางคนก็ใช้มือเปล่า บางคนก็มีมีด มีกรรไกร เอาเป็นว่าจะมีอะไรก็ช่าง จะพร้อมแค่ไหนก็ช่าง ขอให้ถอนหญ้าของเราต่อไปก็แล้วกันครับ อย่ารอให้มีรถแทรคเตอร์ก่อนเลย....